Software Tester/QA 100.1

Doppio_Tosty-Admin

QA

มีนาคม 18, 2026

Table of Content

วันนี้มาด้วยชื่อ blog แปลกๆ คือปกติมันต้องเริ่มด้วย 101 แต่ว่าอันนี้มันยิ่งกว่า 101 มันเป็นจุดเริ่มต้นยิ่งกว่านั้นเอาเป็นชื่อ 100.1 ละกันนะ

Inspiration เริ่มมาจากมีน้องๆหลายคนมากมาสมัครงานแบบที่ไม่มีประสบการณ์ software testing เลย มีทั้งแบบ new grad และแบบที่อยากเปลี่ยนสายงาน จาก IT support มั่ง Sale มั่ง Admin มั่งทั้งที่จบตรงและไม่ตรงสาย เอาจริงๆเห็น potential น้องๆหลายคนเลยนะ ที่สามารถเรียนรู้และเปลี่ยนสายงานได้ (แล้วก็หางาน QA ให้ได้สำเร็จ ของไม่ตรงสายได้แล้วหนึ่งคน เย่)

คือที่เห็น น้องๆหลายคนอยากเปลี่ยนสาย ก็พยายามไปหาความรู้ บางคนเริ่มไปดู automate บางคนไปอ่านกับเรียนวิธีการ test text box ต่างๆ

เอาจริงๆก็ดีใจที่เห็นน้องอยากเปลี่ยนสายแล้วลงทุนเรียนรู้ แต่อีกมุมนึงก็รู้สึกว่าหลายๆคนไปกันแบบโหวงๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดที่ชั้นไปอ่านไปเรียนมันคือตรงไหนของงาน ไม่เข้าใจลักษณะงานหลักๆเลยด้วยซ้ำ

ก็เลยตั้งใจเขียนอันนี้ไว้เป็น guideline ให้มือใหม่อยากเข้าวงการ ให้อ่านแล้วเห็นภาพใหญ่ ก่อนจะเจาะลึกแต่ละส่วนละกันนะ

เอ้า เริ่ม อันว่าการเป็น Tester หรือ QA สำหรับพี่ (เน้นว่าสำหรับพี่ละกันนะ เผื่อขัดตำราใครจะได้ไม่ต้องมาเถียงกันเยอะ) มันก็มีไม่กี่อย่างหรอกที่เป็นงานหลักๆที่เราต้องทำ

1.เข้าใจ Product ของเรา สำหรับพี่ Tester คือ Expert of product นะ อันนี้คิดมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว แล้วตอนนี้ก็ยังคิดเหมือนเดิม คือ ความแตกต่างระหว่าง Tester ทั่วไปกับ Tester เทพๆส่วนนึงคือ

Tester เทพจะเป็นคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ product feature รวมถึงผลกระทบต่างๆที่แก้จุดนึงจะมีโอกาสไปพังตรงไหน รู้กระทั่ง product ที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบกับ product ตัวเองมากที่สุด Tester เทพคือคนที่ Product manager หรือ Developer จะเข้ามาหา เข้ามาปรึกษาเองเพราะเค้ารู้ว่า ไอ้นี่มันร ู้มันต้องมีมุมมองอะไรซักอย่างที่ชั้นคิดไม่ถึงแน่ๆ

เอาแบบย่อๆ Product Knowledge ที่สำคัญคือ 1. Feature 2. Main customer journey/usage หรือ flow การใช้งานหลักๆและรองๆของ user/customer นั่นเอง 3. Architecture ของ product แบบ end to end เช่นว่า ไปอ่าน data มาจากไหน ไปเอาข้อมูลจาก API ตัวไหนยังไง Push หรือ Pull และส่ง data ไปที่ component หรือ product ไหนต่อ สุดท้ายไปจบที่ไหน report ไหน บลาๆ พูดง่ายๆคือ ต้นจนจบจริงๆ ถ้ารู้ วาดรูปได้ในหัว อธิบายให้คนอื่นฟังได้ อันนี้คือโคตรเท่ และเจ๋ง แถมอีกนิด ถ้านอกจากมี product knowledge ที่ดีแล้วยังมี business knowledge ด้วยอันนี้คือที่สุดของแจ้ คุณจะเป็นบุคคลากรอันทรงคุณค่าขององค์กรได้เลยทันที

2. ออกแบบเขียน Test case/scenario/script/checklist แล้วแต่จะเรียกกันเลย แต่คร่าวๆคือ ออกแบบได้ว่า product ที่ชั้นรู้จักมันมากที่สุดจากข้อ 1 เนี่ย จะ test มันยังไงดีนะ ทีนี้ Tester ทั่วๆไปก็ test ตาม requirement มั่ง change ที่เข้ามามั่ง ตรงๆตัว (อันนี้เลเวลเด็กน้อยควรรู้จักและทำให้ได้)

ส่วน Tester เก่งๆก็จะเริ่มใช้ Testing Techniques ต่างๆ เช่น Equivalent partitioning, State transition testing, Pairwise testing บลาๆ หลักๆคือ Test ให้น้อยที่สุดให้ cover มากที่สุด นอกจากนี้ Tester ที่เก่งขึ้นไปอีก ก็จะสามารถใช้หลักหรือ sense พวก risk base testing ให้สามารถเทสให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นและสามารถใช้ประสบการณ์บอกได้ว่าตรงไหนเสี่ยงได้ ถ้าพลาดแล้วตายหรือไม่ตาย พูดง่ายๆส่วนตรงนี้ ถ้าเทพก็จะใช้วิชาต่างๆมาหา balance ระหว่าง Effectiveness & Efficiency ของการทำ test ได้ดี

3. พอออกแบบเสร็จว่าจะ Test อะไรยังไงบ้างที่นี้ก็มาถึงงานหลักอันถัดมา ก็คือการ Run หรือ Execute test ที่เราออกแบบไว้นั่นเอง หลักๆก็คือการ Run แบบ Manual กับ Automation นั่นเอง (สังเกตุว่า Test automation ที่อยู่ในกระแสและประชากรชาว test 90% พูดถึงกันมันอยู่แค่ตรงนี้ของงานหลักเองนะ) แม้ว่าจะ run test แบบ manual ก็ต้องมีความรู้ในการใช้ tool กับเครื่องมือต่างๆนะ แต่ละ application ก็ require การใช้ tool ต่างกันเช่นการยิง postman กับการ test api, การ Query database เพื่อหา result มาเทียบว่า product ทำงานถูกต้องรึเปล่า สรุปก็ต้องเรียนรู้ tool ต่างๆเพื่อให้ทำงานได้ effective อยู่ดี ทีนี้มาถึง automation กันมั่ง หลักๆ ลดเวลาการทำซ้ำๆ

ถ้ามี skill ในการเขียน automate ได้ก็เจ๋ง แต่ไม่ใช่ยังไม่เป็นอย่างอื่นที่เหลือเลย แล้วมาฝึกเขียน automate ก่อนแล้วจะคิดว่าชั้นเป็น QA/Tester ที่เจ๋งคือ ไม่ใช่เลยนะ เราจะกลายเป็น automate engineer ที่เจ๋ง แต่อย่าเรียกตัวเองว่า Tester/QA นะ ถ้ายังไม่เข้าใจ product และออกแบบ test ไม่ได้

ทีนี้ต้องเข้าใจและเลือกว่า career ของชั้นอยากไปทางไหน เป็น QA manual เทพ เป็น QA ที่ทำได้ทั้ง manual และ automation หรือจะเป็น Automation engineer (ไว้ blog หน้าๆค่อยเขียนเรื่อง Career path กับตลาดแรงงานไทยและตลาดโลกอีกทีละกันนะ)

4. พอ Execute test แล้วก็ต้องมีการ record กับ สรุปผลการ test ก็จะต้องสามารถเขียนพวก bug/defect log ได้ ต้องอธิบายได้ว่าทำยังไงถึงจะเจอ bug ตัวนี้ หรือ reproduce bug ตัวนี้ยังไง หลักๆก็ step 1234 สิ่งที่ expect คืออะไร และ actual ที่พอ run test แล้วมันไม่เหมือนที่ expect คืออะไร เราเจอ bug นี้บน platform หรือ environment ไหน (browser, os, device model, etc..)bug severity ว่ารุนแรงแค่ไหน แต่ละบริษัทก็อาจจะมีนิยามต่างๆกัน เบื้องต้นมือใหม่หัดตั้งไข่ รู้แค่นี้และเขียนอธิบายให้สั้นแต่รู้เรื่องก็พอ ใช้การ capture รูป แป่ะรูปหรือ vdo ช่วยก็ได้นะ นอกจากนี้ถ้าเก่งขึ้นมาหน่อยก็ต้องบอกได้ว่า รวมๆแล้ว สามารถ release product ขึ้น production ได้มั๊ย หรือต้อง fix bug ตัวไหนก่อน (show stopper bug) ก็ต้องใช้ประสบการณ์นิด ก่อนจะทำอะไรแบบนี้ได้ เล่าให้ฟังเป็นแนวทางคร่าวๆก่อนว่าถ้าถึงจุดนี้ได้ก็จะดี

เอาจริงๆงาน test แบบตั้งไข่หลักๆก็แค่นี้หล่ะนะ แต่จะทำแค่นี้ได้แบบกากๆหรือทำแค่นี้ได้แบบเจ๋งๆก็ขึ้นอยู่กับความขวนขวายของแต่ละคน

เน้นอีกที ให้เห็นภาพใหญ่ก่อนนะว่าส่วนที่เราอยากเรียนรู้เพิ่่มเติมอยู่ตรงไหน เช่นถ้าจะไปเจาะไปอ่าน testing technique คือต้องรู้ว่าอ่อ ชั้นอยาก design test scenario ได้เก่งขึ้นคือข้อ (2) ถ้าอยากเรียนเขียน automate คือชั้นอยากทำให้ส่วน test execution ในข้อ (3) ทำได้เร็วขึ้น efficient มากขึ้น ไม่ใช่ว่าเรียนนู่นนี่ แต่มองภาพใหญ่ไม่ออกเลย

นอกจากนี้ระดับ advance 101 หรือ 102 ก็จะมีอะไรอื่นๆมาเพิ่มมากมาย พวก performance test, security test, การreview และเขียน unit test ได้, การออกแบบ test case แต่ละ level แบบ Pyramid, การเขียน test case ที่เหมาะกับ Automation ความรู้เกี่ยวกับ development framework ต่างๆเช่น Agile หรือ Waterfall (ทั้งคู่ก็ใช้ 4 อันด้านบนนี้ทั้งนั้น) ความรู้เกี่ยวกับ modern dev ops for testing เช่น Docker/Kubernetes พวกนี้รู้ก็ดี แต่ไปเจ๋งกับ 4 ข้อด้านบนก่อนนะ หรือแม้แต่การ communication, persuasion technique ก็สำคัญมากนะ (จะทำให้เป็นคนเจ๋งหรือเก่งแต่ไม่เจ๋ง บางทีก็ต่างกันตรงนี้) อันนี้ยังไม่พูดใน blog นี้ละกัน ไว้ค่อยเขียนแยก

จบแระ หวังว่าจะมีประโยชน์กับคนอยากเข้ามาในวงการนี้หรืออยากเปลี่ยนสายงานไม่มากก็น้อยนะครับ

ตัวอย่าง Link เสริมข้อ 2 กับ 4 คือก็ต้องไปหาดูตัวอย่าง ดู detail ของแต่ละเรื่องเพิ่มเอาเองเน้อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

QA

Test แค่ไหนถึงจะพอ #doppiotech #QA #tech #softwaretester #testing

Test แค่ไหนถึงจะพอ? แนวคิดการทดสอบซอฟต์แวร์ให้สมดุลระหว…

QA

Dev ส่งงานไม่ทัน ทำยังไงกะ QA ดี#doppiotech #softwaretester #สายเทค #QA #testing #DEV

เมื่อ Dev ส่งงานไม่ทัน... ควรทำอย่างไรกับ QA? ในสถานการ…

Automation Test

Doppio Tech OTP Test Automation Framework

ว่ากันด้วยเรื่องของ Test Automation กับการ test อะไรก็ต…