รวมสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Regression Test EP.2 #doppiotech #QA #softwaretester #testing

Doppio_Toasty-EDlT0R

QA

March 24, 2026

Table of Content

เจาะลึกการจัดการ Regression Test และ Automation: จากเวอร์ชันแรกสู่ระบบที่ยั่งยืน

ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ เมื่อระบบมีการเติบโตและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามา สิ่งหนึ่งที่ทีม QA และนักพัฒนาต้องเผชิญคือความท้าทายในการควบคุมคุณภาพ ไม่ให้ฟีเจอร์ใหม่ไปส่งผลกระทบต่อการทำงานเดิม บทความนี้จะสรุปกลยุทธ์การจัดการ Regression Test และแนวทางการทำ Automation ให้มีประสิทธิภาพ

1. ทำไมต้องทำ Regression Test?

สมมติว่าเราเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเวอร์ชันแรก (v0.1) โดยมีฟีเจอร์ A, B และ C ซึ่งในตอนแรกเราจะเน้นไปที่การทำ “Test Change” หรือการทดสอบการเปลี่ยนแปลงของฟีเจอร์นั้นๆ โดยตรง เมื่อฟีเจอร์เหล่านี้ผ่านการทดสอบและถูกปล่อย (Release) ลงสู่ Production ไปแล้ว ชุดทดสอบเหล่านั้นจะกลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญ

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวสู่เวอร์ชันถัดไป (เช่น v1.1) และมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ D และ E เข้ามา แม้ว่าเราจะทดสอบ D และ E ผ่าน แต่เราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่นี้จะทำให้ A, B หรือ C ที่เคยใช้งานได้ดี “พัง” หรือไม่

นี่คือจุดที่ Regression Test เข้ามามีบทบาทเพื่อตรวจสอบว่าระบบเดิมยังคงทำงานได้ถูกต้องหลังมีการเปลี่ยนแปลง

2. กลยุทธ์การจัดการ Test Case ด้วยกฎ 80/20

เมื่อซอฟต์แวร์ผ่านไปหลายเวอร์ชัน จำนวน Test Case จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล หากเรานำ Test Case ทั้งหมดจากทุกเวอร์ชันมาทดสอบ Regression ทุกครั้ง ชุดทดสอบอาจพุ่งสูงถึงหลักหมื่นข้อ ซึ่งใช้เวลานานเกินไป

แนวทางที่แนะนำคือการนำ กฎ 80/20 มาประยุกต์ใช้ โดยการคัดเลือก Test Case ที่สำคัญจากฟีเจอร์เดิมมาทำเป็น Regression Suite

ตัวอย่างเช่น: จากเดิมที่ฟีเจอร์ A, B, C มีเคสรวมกัน 90 ข้อ เราอาจคัดเลือกมาเพียงฟีเจอร์ละ 5 ข้อ รวมเป็น 15 ข้อเพื่อทำ Regression

เมื่อมีการ Release เวอร์ชันใหม่ (เช่น v2.0) อย่าลืมคัดเลือก Test Case สำคัญจากฟีเจอร์ใหม่ (D และ E) เพิ่มเข้าไปใน Regression Suite หลักด้วย เพื่อให้ชุดทดสอบมีความทันสมัยและครอบคลุมฟังก์ชันสำคัญอยู่เสมอ

3. การเริ่มต้นทำ Automation อย่างชาญฉลาด

สำหรับทีมที่ต้องการนำ Test Automation เข้ามาใช้ แต่มีทรัพยากร (คนหรือเวลา) จำกัด การตัดสินใจว่าจะเริ่มทำ Automation ที่ส่วนไหนเป็นเรื่องสำคัญมาก

แหล่งข้อมูลแนะนำว่า ไม่ควร ทำ Automation กับ Test Change (ฟีเจอร์ที่กำลังพัฒนาใหม่) ทั้งหมด เพราะมีโอกาสที่ Script จะถูกแก้ไขหรือโยนทิ้งสูงตามการเปลี่ยนแปลงของความต้องการ แต่ควร เน้นทำ Automation กับ Regression Test Suite ที่เราคัดเลือกมาแล้ว เป็นอันดับแรก

ประโยชน์ของแนวทางนี้คือ:

– ช่วยลดภาระงาน Manual: ทีมสามารถใช้การ Manual Test เฉพาะกับฟีเจอร์ใหม่ (Test Change)

– ความสะดวกรวดเร็ว: การตรวจสอบระบบเดิมทั้งหมดทำได้เพียงแค่ “คลิกเดียว” ผ่านระบบ Automation

– ความคุ้มค่า: Script ของ Regression Test จะมีความเสถียรมากกว่าและถูกนำกลับมาใช้ซ้ำได้ในทุกๆ รอบการ Release

หัวใจของการจัดการ Regression Test คือการไม่หยุดนิ่งในการคัดเลือกและอัปเดตชุดทดสอบให้มีประสิทธิภาพ และสำหรับ Automation ให้เริ่มจากส่วนที่เป็นพื้นฐานสำคัญของระบบ (Regression Suite) ก่อน เพื่อสร้างรากฐานการทดสอบที่แข็งแรงในระยะยาว

Related Blog

Other

QA career — Soft Skill กับ Attitude นั้นสำคัญไฉน

จากประสบการณ์การทำงานมา 20 ปีของพี่ (พูดแล้วก็รู้สึกแก่ 😅) ทำงาน QA มาตั้งแต่เรียนจบเป็น Junior ตัวกระจ๊อย จนมาทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ สร้างทีม QA ร้อยกว่าคน จนสร้างบริษัทที่มี QA ร่วม 200 คน สิ่งที่สังเกตุเห็นมาตลอดและแอบเป็นสิ่งน่าเศร้าคือ ไม่ค่อยมีใครสอน หรือ พูดถึงความสำคัญของ Attitude หรือ Soft skill ที่จำเป็นสำหรับสายงานนี้ (จริงๆคือไม่ค่อยเห็นการพูดถึงเรื่องพวกนี้ในงาน Tech ทั้งหมดด้วยแหล่ะ) ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งสำคัญมากนะ เริ่มตั้งแต่ทำให้คนๆนึงได้งาน ถัดมามันเป็น skill ที่ทำให้คนๆนั้นอยู่รอดกับการทำงานในช่วงแรก และในที่สุดมีส่วนสำคัญในการแยกความแตกต่างระหว่าง QA ธรรมดาที่เดินไปถึงจุดตัน (ถึงแม้จะมี technical skill ที่ดีเยี่ยมก็ตาม) กับ QA ที่เติบโตไปเรื่อยๆจนเป็น A player ใน market ทุกวันนี้ส่วนตัวพี่เอง แทบไม่ได้สอน Technical skill ให้น้องๆด้วยตัวเองละนะเพราะมีคนช่วยสอนเยอะหล่ะ แต่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการค่อยๆสอน Soft Skill…

QA

Dev ส่งงานไม่ทัน ทำยังไงกะ QA ดี#doppiotech #softwaretester #สายเทค #QA #testing #DEV

เมื่อ Dev ส่งงานไม่ทัน... ควรทำอย่างไรกับ QA? ในสถานการณ์ที่ Developer (Dev) เล็งเห็นว่าไม่สามารถส่งงานได้ทันตามกำหนดเวลา สิ่งสำคัญไม่ใช่การปกปิดปัญหา แต่คือการบริหารจัดการร่วมกับทีม โดยเฉพาะฝ่ายประกันคุณภาพ (QA) ซึ่งมีแนวทางที่น่าสนใจดังนี - การสื่อสารที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา: ทีมที่มีประสิทธิภาพควรมีการสื่อสารกันอย่างชัดเจน เมื่อรู้ว่างานจะล่าช้า Dev ควรเดินเข้าไปแจ้ง QA พร้อมขอโทษและระบุระยะเวลาที่คาดว่าจะดีเลย์ (เช่น ล่าช้าไป 2 วัน) เพื่อให้ทุกฝ่ายเตรียมตัวรับมือได้ทัน - การทำ Impact Analysis ร่วมกัน: แทนที่จะปล่อยให้ QA ต้องทดสอบตามแผนเดิมทั้งหมด Dev และ QA สามารถนำ Test Case มาพิจารณาร่วมกันเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบ เช่น จากเดิมที่มี 500 เคส Dev สามารถช่วยระบุได้ว่าโค้ดส่วนไหนที่แก้ไขแล้วมีความเสี่ยงต่ำ เพื่อพิจารณาคัดเลือก Test Case บางส่วนออก ช่วยลดระยะเวลาในการทดสอบลงได้ - Dev…

Automation Test

เขียน Code เก่ง ใช่ว่าจะทำ Test Automation ได้ดี

บทความนี้เขียนสำหรับน้องๆสาย Automation หรือน้องๆที่กำลังศึกษาเพื่อก้าวเข้ามาในสาย Test Automation นะครับ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ๆเวลาเริ่มศึกษาหรือทำงานไปซักพัก เราจะ focus อยู่แค่ ใช้ framework อะไร ใช้ภาษาอะไรเขียน แล้วก็ไปเรียนการเขียนภาษานั้นๆ พอเรียนพอฝึกไปซักพัก เขียนได้คล่องก็ อุ๊ย เก่งแล้วเรา เขียน Automate ได้หล่ะ ของ web หรือ mobile app ผมได้หมด ส่งงานมาเลยพี่ ผมพร้อม! เอาจริงๆ ถ้ามาได้ถึงขั้นนี้ ก็ควรภูมิใจจริงๆหล่ะนะ แต่ว่า ถ้าหยุดอยู่แค่นี้ เราก็ทำได้เหมือนคนอีกหลายพันหลายหมื่นคน (และคนหลายพันหลายหมื่นคนที่ทำระดับนี้ได้ กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกวัน) จากประสบการณ์ที่เห็นมา คนที่ทำ Automate ได้เจ๋งเนี่ย เขียน code/script automate ได้ คือ พื้นฐานที่จำเป็นต้องมี แต่บทความนี้จะพยายามเล่าถึงส่วนอื่นๆที่จะทำให้เราก้าวไปอยู่ในระดับถัดไปได้ให้ฟังละกันนะครับ ยกตัวอย่าง ถ้าเรามี website ซื้อของ online ตัวนึง…