วิธีคิด Bug Severity 🐞📲 #doppiotech #QA #tech #softwaretester #regression #testing #De…

Doppio_Toasty-EDlT0R

QA

March 24, 2026

Table of Content

แนวคิดการกำหนด Bug Severity: Bugนี้รุนแรงแค่ไหน?

เมื่อเราทดสอบซอฟต์แวร์แล้วพบข้อผิดพลาด (Bug) ปัญหาที่พบบ่อยคือเราไม่แน่ใจว่าจะระบุระดับความรุนแรง หรือ Severity อย่างไรดีเพื่อให้ทีมเข้าใจตรงกัน โดยมีเฟรมเวิร์กหรือคอนเซปต์ง่าย ๆ ที่ประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลัก ดังนี้

1. Impact (ผลกระทบ)

เราต้องพิจารณาว่าหากลูกค้าหรือ User มาเจอBugตัวนี้ จะส่งผลเสียมากน้อยแค่ไหน

– ระดับ Critical หรือ High: เช่น เว็บไซต์ Shopping แสดงราคาผิดพลาด ซึ่งส่งผลเสียต่อธุรกิจโดยตรง หรือกรณีการสะกดคำผิดในจุดที่เป็น Branding (เช่น ชื่อแบรนด์ผิด) หรือคำที่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งกระทบต่อชื่อเสียง (Reputation) ขององค์กรอย่างมาก

– ระดับ High หรือ Medium: กรณีที่ฟังก์ชันหรือฟีเจอร์บางอย่างใช้งานไม่ได้ แต่ User ยังมีทางอื่น (Workaround) ให้ไปใช้งานฟังก์ชันนั้นจนจบกระบวนการได้

– ระดับ Low (Minor): เช่น การสะกดคำผิดทั่วไปในจุดที่ไม่ใช่ส่วนสำคัญของแบรนด์

2. Probability (โอกาสที่จะเกิดขึ้น)

ปัจจัยนี้เป็นสิ่งที่คนมักลืมคิดถึง คือโอกาสที่ผู้ใช้งานจะไปเจอBugตัวนั้นจริง ๆ มีมากน้อยแค่ไหน

ตัวอย่าง: Bug ที่ทำให้แอปพลิเคชัน Crash (แอปเด้งดับ) ปกติจะมี Impact เป็น Critical แต่ถ้าเงื่อนไขการเกิดคือ “User ต้องกดเปลี่ยนใจที่หน้าชำระเงินซ้ำ ๆ กันถึง 20 รอบ” โอกาสที่ลูกค้าทั่วไปจะเจอเหตุการณ์นี้ก็น้อยมากจริง ๆ

framework สรุป: Severity = Impact × Probability

หาก Bug มี Impact สูง (เช่น App Crash) แต่มี Probability ต่ำมาก (โอกาสเกิดน้อย) ระดับของ Severity อาจจะถูกลดลงมาจาก Critical เหลือเพียง Medium หรือ Low ได้ตามความเหมาะสม

ความแตกต่างระหว่าง Severity และ Priority

อีกหนึ่งคำที่มักมาคู่กันคือ Priority หรือ “Bug ตัวนี้ควรถูกแก้ไขเร็วแค่ไหน” ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับ Severity เสมอไป

Severity (ความรุนแรง): วัดที่ตัวBugเองว่ามีผลกระทบต่อระบบอย่างไร

Priority (ความสำคัญในการแก้): วัดที่ความจำเป็นเร่งด่วนในเชิงธุรกิจ

กรณีศึกษา: พบBugในหน้าแคมเปญใหม่ที่แสดงข้อมูลผิดพลาด ซึ่งมี Impact รุนแรงระดับ Critical แต่แคมเปญนี้มีกำหนดจะเปิดให้ใช้งานในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดังนั้น ณ วันนี้ Priority ในการแก้ไขอาจจะเป็น Low หรือ Medium ก็ได้ เพราะBugนี้ยังไม่มีโอกาสสร้างผลกระทบเชิงลบต่อ User ในปัจจุบันเลย

ดังนั้นการเข้าใจทั้งเรื่อง Impact, Probability และแยกแยะระหว่าง Severity กับ Priority ให้ชัดเจน จะช่วยให้ทีม QA และนักพัฒนาสามารถจัดลำดับความสำคัญของงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความขัดแย้งในการทำงานร่วมกันได้

Related Blog

Other

Woody in house mobile farm เมื่อไม่มีถูกใจ ก็สร้างมันขึ้นมาซะเลย

เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมจำได้ดีเลยวันนั้นเป็นวันหนึ่งในฤดูหนาว ที่อากาศหนาวกว่าทุกๆวัน……ไม่ใช่ละ…นิยายผีญี่ปุ่นปะนิ….เอาใหม่….จริงๆสิ่งที่อยากจะเอามาเล่าในวันนี้เป็นสิ่งที่ใช้ใน Doppio มาประมาณสักปีนึงแล้วแหละ แต่ไม่มีเวลาได้มาเขียนมาแชร์ ช่วงนี้พอมีเวลา เลยอยากเอามาแชร์ให้เพื่อนๆได้อ่านกัน เรื่องมีอยู่ว่า ตอนที่ Doppio ตั้งบริษัทขึ้นมาแรกๆ แล้วเริ่มมีงาน automation ของ Mobile application เข้ามา ด้วย Concept ว่า Automation ที่ทำไปต้องใช้งานได้จริง มี reliability และ stability ที่ดี เราจึงต้องมีการ setup CI ขึ้นมาเพื่อ keep running test เพื่อจุดประสงค์ และเนื่องด้วยพอเป็น mobile application automation ซึ่งเราใช้ Appium เป็น framework หลัก เราเลยจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องที่รัน Emulator หรือ Simulator ของ iOS / Android ไว้ทำการรัน ในยุคแรกเราก็ใช้วิธีแบบลูกทุ่งๆ…

QA

สามเหลี่ยม’ ที่จะช่วยจัดการ project ให้ดี

"สามเหลี่ยมกู้ชีพ" เคล็ดลับการบริหารโปรเจกต์และต่อรองฉบับสายเทค ในการทำงานสาย Tech ไม่ว่าจะเป็น Developer, QA หรือ Software Tester ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ "เวลาไม่พอ" หรือ "สโคปงานที่เพิ่มขึ้นกะทันหัน" หลายคนเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการทำงานหนักหรืออยู่ล่วงเวลา (OT) แต่วิดีโอนี้ได้นำเสนอทางออกที่ยั่งยืนกว่าผ่านแนวคิด "สามเหลี่ยมบริหารจัดการ" 1. รู้จัก 3 แกนหลักของสามเหลี่ยม หัวใจสำคัญของการบริหารโปรเจกต์ประกอบด้วย 3 ส่วนที่สัมพันธ์กันคือ เวลา (Time), ขอบเขตงาน (Scope) และ ทรัพยากร (Resource) กฎเหล็กของสามเหลี่ยมนี้คือ "ถ้าแกนใดแกนหนึ่งเปลี่ยน อีก 2 แกนที่เหลือต้องเปลี่ยนตามเพื่อรักษาความสมดุล" ตัวอย่างเช่น หากเวลาลดลง (Deliver ช้าลง) สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ: เพิ่ม Resource: อาจจะขอคนเพิ่ม แต่ต้องเป็นคนที่มีความรู้อยู่แล้ว (Knowledge) ถึงจะช่วยได้จริง ซึ่งในความเป็นจริงนั้นหาได้ยาก ลด Scope: นี่คือสิ่งที่ควรตั้งคำถามกับ PM หรือลูกค้าว่า "มีส่วนไหนที่ตัดออกได้บ้างเพื่อให้เราส่งมอบงานได้ทันเวลา?"…

QA

Software Tester/QA 100.1

วันนี้มาด้วยชื่อ blog แปลกๆ คือปกติมันต้องเริ่มด้วย 101 แต่ว่าอันนี้มันยิ่งกว่า 101 มันเป็นจุดเริ่มต้นยิ่งกว่านั้นเอาเป็นชื่อ 100.1 ละกันนะ Inspiration เริ่มมาจากมีน้องๆหลายคนมากมาสมัครงานแบบที่ไม่มีประสบการณ์ software testing เลย มีทั้งแบบ new grad และแบบที่อยากเปลี่ยนสายงาน จาก IT support มั่ง Sale มั่ง Admin มั่งทั้งที่จบตรงและไม่ตรงสาย เอาจริงๆเห็น potential น้องๆหลายคนเลยนะ ที่สามารถเรียนรู้และเปลี่ยนสายงานได้ (แล้วก็หางาน QA ให้ได้สำเร็จ ของไม่ตรงสายได้แล้วหนึ่งคน เย่) คือที่เห็น น้องๆหลายคนอยากเปลี่ยนสาย ก็พยายามไปหาความรู้ บางคนเริ่มไปดู automate บางคนไปอ่านกับเรียนวิธีการ test text box ต่างๆ เอาจริงๆก็ดีใจที่เห็นน้องอยากเปลี่ยนสายแล้วลงทุนเรียนรู้ แต่อีกมุมนึงก็รู้สึกว่าหลายๆคนไปกันแบบโหวงๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจุดที่ชั้นไปอ่านไปเรียนมันคือตรงไหนของงาน ไม่เข้าใจลักษณะงานหลักๆเลยด้วยซ้ำ ก็เลยตั้งใจเขียนอันนี้ไว้เป็น guideline ให้มือใหม่อยากเข้าวงการ ให้อ่านแล้วเห็นภาพใหญ่ ก่อนจะเจาะลึกแต่ละส่วนละกันนะ…